วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความเป็นแม่ ผู้แบกภาระอันยิ่งใหญ่

ความเป็นแม่  ผู้แบกภาระอันยิ่งใหญ่ ต้นกำเนิดของมนุษย์ไม่ต้องค้นหาให้ยาวไกล ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีค้นหาให้เสียเวลา เสียงบประมาณให้มากในการแสวงหาคำตอบว่ามนุษย์เกิดมากจาอะไร ทำไมแสวงหาสิ่งไกลตัวจนไม่แน่ใจว่าค้นหาแล้วจะได้อะไรตามมา ย้อนให้กลับมาให้ตัว เห็นและจับต้องได้ ว่าเราเกิดมาจากใครดูเหมือนจะง่ายกว่า แน่นอนว่า 95% ขึ้นไปของผู้คนบนโลกใบนี้เกิดจากผู้หญิงที่เราเรียกกันว่าแม่ ส่วนที่ 5 % ผมไ่ม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร เช่น การทำกิฟ หรืออะไีรก็แล้วแต่ ซึ่งก็ล้วนเกิดจากต้นกำเนิดเดียวนั่นก็คือพ่อแม่ การมีแม่อย่างเดียวก็ไม่สามารถให้กำเนิดได้ต้องมีต้นกำเนิดที่มีพ่อด้วย เป็นกระบวนการสร้างมาแต่ไหนแต่ไรมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้กระบวนการสร้างสิ่งมีชีิวิตหนึ่งให้เกิดขึ้นมาและเติบโตเป็นผู้เป็นคนได้ย่อมมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความเป็นผู้ให้ ในศาสนาพุทธ พ่อแม่ประดุจเป็นพรหมของลูก คำว่าพรหม คือพระำพรหม ซึ่งมีคุณสมบัติของการเป็นพรหมอยู่ 4 ประการ คือ 1. เมตตา คือ ความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใด ๆ 2. กรุณา คือ ความปรารถนาที่อยากให้ผู้อื่นเป็นสุขโดยไม่มีเงื่อนไข 3. มุทิตยา คือ มีความยินดี ชื่นชม ปิติใจที่เห็นผู้ือื่นได้ดี มีความสุข อย่างไรเงื่อนไข และ 4. อุเบกขา คือ วางเฉย ไม่ซ้ำเติมต่อการล้มเหลวของผู้อื่นอย่างไรเงื่อนไข แต่สำหรับผู้เป็นพ่อแม่แล้ว ถึงแม้จะไม่สามารถกระทำเช่นนั้นก็กับคนทั่วไปได้แล้ว แต่สำหรับบุตรของตนเอง ย่อมสามารถทำได้ ความเป็นแม่ดูเหมือนจะอ่อนไหวและรับรู้ความรู้สึกของลูกได้รวดเร็วกว่าพ่อ เพราะการมีสายใยที่แน่นแฟ้นกว่ากันนั่นเอง ลูกอยู่กับแม่มาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งนานมากสำหรับคน ๆ หนึ่ง ลองคิดดู เอาลูกแตงโมงหนักสัก 2 - 3 กิโลกรัม มาอุ้มไว้แล้วไปไหนก็ไปด้วย สักวันเดียวยังรู้สึกเหนื่อยแล้ว นี่อยู่กับแม่มาถึง 9 เดือน เป็นภาระอันยิ่งที่ต้องรับผิดชอบของความเป็นแม่ แม้ออกจากตัวของแม่แล้วยังต้องอาศัยแม่จนโตเท่าไหร่ยังไม่รู้ แต่สำหรับแม่แล้วลูกแม้จะแก่าราวกันกับแม่แล้วยังไงความรู้สึกก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป เป็นความมหัศจรรย์แห่งความรักที่มั่นคงจีรัง ถึงได้เห็นความสัมพันธ์ในการเวี่ยนวายตายเกิดตามความเชื่อของศาสนาพุทธแล้วว่าลูกและแม่ต่างเกิดตายร่วมกันมานับชาติไม่ถ้วนเลยทีเดียว สรุป ลงไปว่าหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของแม่นั้นมีหลายประการที่แน่ ๆ ชีวิตที่เรามีมาได้ เติบโตมาได้ มีแม่เป็นผู้ให้ ร่างกายนี้เสมือนเป็นของแม่ ดังนั้นเราควรดูแล ทะนุถนอมแม่ของเรา (ร่างกายของเรา) ให้มั่นคง ปลอดภัย และไร้มลทิน การรักษาเนื้อรักษาตัวเหมือนเป็นการรักษาแม่ของเราให้อยู่ตราบนานเท่านาน และยังประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม และจะได้ยังประโยชน์ท่านอื่น ๆ ให้ถึงพร้อมดังตนเอง นั่นเท่ากับว่าตอบแทนคุณแม่ได้หมดจดและเป็นการสมควรที่สุดแล้ว

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สาเหตุของการหย่าร้าง

สาเหตุของการหย่าร้าง

               เมื่อเช้านั่งอ่านบทความในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ขณะที่รอรับเครื่องโปรเจคเตอร์ ไปจัดห้องประชุม พบบทความหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของการแต่งงาน รวมทั้งผู้หญิงด้วย บทความนี้กล่าวถึงการที่เกย์แต่งงานกับผู้หญิง เป็นครอบครัวเพื่อปิดบังสถานะทางเพศที่ไม่อาจแสดงออกได้ในทางสังคม เพราะสังคมไทยยังมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีครอบครัวเท่านั้น ยังชื่นชมการแต่งงานและมีครอบครัวว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ทำให้เกิดปัญหาของเกย์เลือกแต่งงานกับผู้หญิงและผุ้ก็เลือกที่จะแต่งงานกับเกย์ด้วยเหตุผลแต่ละฝ่าย แต่เมื่อแต่งงานไปแล้วสภาพของครอบครัวหาได้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบอย่างที่หวังเป็นกลายเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของการเลิกราจากการเป็นครอบครัวก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไปมองเห็นข้อมูลการหย่าร้างของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2553) มีการหย่าร้างถึง 36 % ซึ่งเกือบจะครึ่งหนึ่งของการจำนวนผู้ที่แต่งงานทั้งหมด และแต่ละปีมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้สาเหตุที่ของการแต่งงานกับเกย์จะไม่ใช่ประเด็นปัญหาหลัก ยังมีประเด็นอื่นอีก เช่น การทำร้ายร่างกาย, ปัญหาเรื่องนอกใจ, ปัญหาการติดอบายมุข เป็นต้น แต่สาเหตุหลักของการเลิกกันของคนยุคใหม่คือความอดทนของแต่ละฝ่ายน้อยลง และมีความเข้าใจเรื่องการใช้ชีวิตคู่ และครอบครัวต่ำไป นอกจากนี้ผมยังศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องว่า ผู้หญิงที่แต่งงานกับเกย์ต้องเลิกกันทุกคู่หรือไม่ พบว่าไม่จำเป็นทุกคู่ แต่แนวโน้มที่จะเลิกลามีมากเกินร้อยละ 50 นับวันที่กลุ่มเกย์ในสังคมไทยจะกว้างมากขึ้น ไม่่ใช่ว่ามีจำนวนมากขึ้น หรือเป็นไปตามกระแส หรือแฟชั่น แต่สื่อทำให้กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกว่าเยอะขึ้น เช่น New Media, Social Network เป็นต้น สังคมไทยต้องเปิดรับคนกลุ่มนี้ และยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่จริงและต้องการสภาพความเ้ป็นอยู่ที่แท้จริง ผู้หญิงก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น (หากผู้หญิงไม่ยินยอมเองนะครับ)

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เมื่อไม่มีผู้ชาย 100 %

เมื่อไม่มีมีผู้ชาย 100%

            ไม่รู้ว่าสังคมนี้เปิดใจให้กับกลุ่มรักร่วมเพศของชายๆ กันมาก หรืออย่างไร เพราะมองไปทางไหนกับมองเห็นผู้ชาย (น้อยกว่า100%) ควงกับผู้หญิงเกลื่อนถนน (มิได้เจตนาไม่ดีนะครับ) แต่ด้วยการคิดแง่ดีของผม นึกไปถึงการยอมรับว่าเกย์ก็คือผู้ชาย ผู้หญิงถึงได้กล้าที่จะคบหา และยังมีลักษณะความเป็นชายอยู่ และส่วนใหญ่แล้วผู้ชาย (น้อยกว่า 100%) ก็หน้าตาหล่อๆ ทั้งนั้น ทำให้หัวใจของสาว ๆ อ่อนละทวย กันบ้างละครับ ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่าเพราะใดผู้หญิงยังยอมคบกับเกย์ บางรายถึงขั้นตกลงแต่งงานอยู่เป็นครอบครัว ผมจึงลงประเด็นไว้ดังนี้
๑. มีการได้เสียกันแล้วจึงมีความแน่นแฟ้นกันแล้ว พอมารู้เรื่องตัวจริงของผู้ชายของตัวเอง ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่ก็ต้องยอมรับเพราะได้เสียไปแล้ว และเกิดความรักขึ้นมาแล้ว ทำให้ต้องยอมรับ และมีความหวังว่าผู้ชาย (ที่คบหา) เมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วจะมีความรับผิดชอบแล้วก็หยุดพฤติกรรมการ (คัน) ของตัวเองได้
๒. ถึงแม้ยังไม่มีการได้เสียกัน แต่ด้วยข้อมูลที่กว้างของสังคมปัจจุบัน ทำให้ผู้หญิงยอมรับกันมากขึ้น เพราะผู้หญิงสมัยใหม่เปลี่ยนคนรักก็ง่ายดายเหมือนกัน ถึงแม้จะมีความเสี่ยงหน่อยแต่ก็ทนได้ และเป็นประเภทที่มั่นใจในความรักกว่าสามารถเปลี่ยนแปลงเค้าได้
๓.  กลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีความรู้เรื่องเก้งกวางเลย มั่นใจว่าเค้าไม่เป็นและสภาวะที่มีความรักย่อมมองไม่เห็นอะไรเลย "เค้าถึงได้บอกกันว่า ความรักทำให้คนตาบอด" มันเป็นเสียอย่างนี้

        การคบผู้ชาย (ไม่ครบ 100%) เป็นแฟนและเข้าขั้นถึงตกแต่งกัน ย่อมมีความเสี่ยง วันไหนที่เค้าทนไม่ได้ย่อมแสดงสิ่งที่เก็บกดไว้ออกมา แต่ใช่ว่าจะเป็นเสียทุกคน อย่างไรก็ตามเมื่อมีการปรับความเข้าใจกันแล้ว และปรับสภาพความเป็นอยู่หลังแต่งงานก็ทำให้การอยู่กันยาวนานขึ้นก็เป็นได้ เรื่องความรัก การครอบครองใช่ว่าจะมีกฎตายตัว ผู้หญิงที่มีสามีเป็นเก้งกวางอยู่กันจนแก่เฒ่าก็มี แต่ว่ามันมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติต่อการหย่าร้างเท่านั้นเองครับ

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะสำหรับคู่บ่าวสาว

   การเลือกแต่งงานกับใครสักคน ในสมัยนี้ดูเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดนาน ด้วยเหตุผลที่ว่า "แต่งแล้วเข้ากันไม่ได้ก็เลิกกันแค่นั้นเอง"  คำว่าเข้ากันไม่ได้นั้นเพราะนิสัยส่วนตัวทั้งคู่ แต่การเลือกแต่งงานสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยสังคมที่ยังไม่เปิดรับคนที่ผ่านการแต่งงานมาสักเท่าใดนัก บทความนี้จึงนำธรรมะสำหรับการใช้ชีวิตคู่ คู่บ่าวสาวที่กำลังเริ่มมีชีวิตคู่ ได้นำไปปรับใช้ ซึ่งรับรองผลว่าหากทั้งคู่ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้วจะไม่วันเลิกกันเลย หลักธรรมะบทนี้เรียกว่า "ฆราวาสธรรม"  เป็นหลักธรรมสำหรับฆราวาส (หมายถึงคนที่ยังไม่ได้ออกบวช คนที่ยังทำมาหากิน) ซึ่งประกอบด้วย ๔ ข้อดังนี้
๑. สัจจะ
๒. ทมะ
๓. ขันติ
๔. จาคะ
    สำหรับธรรมข้อแรกคือ สัจจะ หมายถึง  ซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน หากรักษาข้อนี้ได้ปัญหาการทะเลาะเรื่องการโกหก การมีกิ๊ก การมีชู้ มีบ้านเล็กบ้านน้อยก็จะไม่มี คำว่าซื่อสัตย์ จริงใจต่อกันเป็นจุดใหญ่ของการใช้ชีวิตคู่ หากวันหนึ่งข้างหน้าพบว่าคู่ของตนไม่ได้ซื่อสัตย์ด้วยเลยย่อมทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีมาถึงแม้จะดีขนาดไหนย่อมมีความร้าวลงไป เป็นการสั่นคลอนของชีวิตคู่ได้เหมือนกัน ข้อที่ ๒ ทมะ หมายถึง การข่มใจตนเอง รู้จักปรับปรุงตัวเอง อีกในหนึ่งก็คือการปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน รู้จักถาม รู้จักคุยกับคู่ของตนว่าฉันทำอย่างนี้เธอชอบไหม หากเป็นเรื่องที่ไม่ดีก็ต้องปรับ ซึ่งจะทำให้ทั้งคู่มีแต่สิ่งที่ดีขึ้น แต่หากเป็นความดีอยู่แล้วไม่ต้องปรับให้แย่ลง คนที่ต้องปรับก็คือคนที่ไม่ชอบความดี อันนี้ต้องปรับ คำว่าข่มใจก็คือการยอมรับสภาพบางอย่างของคู่เราที่เราไม่ชอบใจ ต้องทำความเข้าใจแล้วปรับตัวเอง นั่นเอง ข้อที่ ๓ ขันติ หมายถึง ความอดทน อดกลั้น อดทนต่อสิ่งที่ไม่ชอบใจ อดทนต่อญาติของแต่ละฝ่าย อดทนที่จะปรับตัวเข้าหากัน คำว่าอดทนมีลักษณะ ๒ แง่คือ อดทนที่ทนรับทุกสภาพ (ตั้งรับ) ประดุจดั่งแผ่นดินที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไว้ โดยไม่ปริปากบ่น ไม่ว่าคู่ของตนจะอารมณ์ไหนก็ทนสภาพได้ ส่วนอีกแง่คือ อดทนที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ของการใช้ชีวิตคู่ ทั้งสิ่งภายนอกเหนือการควบคุม และภายในตนเอง ไม่ย่อท้อนั่นแหละครับ ส่วนข้อสุดท้าย จาคะ หมายถึง การเสียสละ การให้ การเอาออก หากคนที่เป็นคู่ชีวิตของตนไม่มีความเสียสละอะไรเลย เอาแต่ความสุขส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไม่มีการให้มีจะเอาอย่างเดียว คิดดูก็แล้วกันว่าจะลำบากขนาดไหน คนประเภทนั้นคงอยู่กันได้ไม่นานนัก การให้ การเสียสละ การให้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ ทั้งความสุข และแบ่งเบาภาระของกันและกัน เป็นต้น ทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นธรรมที่รวบยอดได้อย่างงดงาม หากปฏิบัติครบถ้วนทั้ง ๔ ข้อแล้ว (ทั้ง ๒ ฝ่าย) รับประกันว่าความสำเร็จในชีวิตคู่เป็นไปได้ และมีความสุขตามอัตภาพของมนุษย์เรานี่แหละครับ

เรื่องกลุ้ม ๆ หลังจากแต่งงาน

       หลังจากแต่งงานแล้วนึกว่าจะหมดเรื่องหมดราวของการกลุ้มเรื่องราวความรัก การแต่งงานเหมือนเป็นการสุกงอมของความรัก กลายเป็นความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนสถานะ (ไม่ใช่จากของแข็งเป็นของเหลวนะครับ) หมายถึงการปรับเปลี่ยนจากคนเป็นแฟนกลายเป็นสามี ภรรยา ภาระหน้าที่ต่อกันก็จะเปลี่ยนไป เรื่องกลุ้ม ๆ ของผู้หญิงหลังแต่งงานมีอะไรบ้าง สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้อย่างไรกัน หากข้อมูลทีได้มานี้ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ด้วยนะครับ เนื่องจากผมไม่ใช่ผู้หญิงแล้วก็ไม่เคยแต่งงานด้วยนะครับ ทำไมผมอาจหาญมาเขียนบทความนี้ เนื้องด้วยผมชอบสังเกตและเป็นศิราณีให้กับหลาย ๆ คนเกี่ยวกับเรื่องนี้ (เรื่องตัวเองแก้ไม่ค่อยได้เรื่องคนอื่นถนัดนัก) เรื่องกลุ้ม ๆ ที่ว่านี้มันมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความกลัว คิดมาก ฟุ้งซาน และการปรับตัวยังไม่ได้ ระหว่างการใช้ชีวิตคู่ (แต่พอสักพักเข้ากันได้ดีเชียวละครับ) มาดูกันเลยครับว่ามีเรื่องอะไรบ้างต้องเตรียมอะไรกันบ้าง
๑. กังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ด้วยปกติแล้วก่อนจะมีชีวิตคู่ (สมัยเป็นแฟนกัน) ในห้องก็จะมีเพียงตัวเอง แต่หลังแต่งงานสิ มีอีกคนเข้ามาเพิ่มในห้องนอน ในกิจกรรมต่าง ๆ แรก ๆ ก็ยังเขินอายและยังทำตัวไม่ถูกว่าต้องวางตัวอย่างไรในห้องเดียวกัน แต่สมัยนี้ปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นปัญหานัก อันเนื่องมากจากการทดลองใช้แล้ว มีการอยู่ก่อนแต่งนั้นเอง แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยก็อาจจะไม่ชินนัก การปรับตัวและคุยกันว่าจะอยู่กันอย่างไรเป็นทางออกที่ดี การจะอยู่ร่วมกันต้องมีการคุยกันให้เข้าใจแต่แรก ปัญหาก็จะไม่ได้ตามมา
๒. กลัวความไม่แน่นอน การแต่งงานเหมือนเป็นการผูกมัด เหมือนจะมัดแน่นซะด้วย หากมีปัญหาที่ร้ายแรงขึ้นมา การเลิกราเหมือนจะไม่ง่ายเหมือนสมัยที่ยังคุยกันเป็นแฟน เพราะการแต่งงานของคนในชึวิตหนึ่งก็คงไม่อยากให้มีหลายครั้งโดยเฉพาะกับผู้หญิง ความกลัวนี้จะเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ เท่านั้น พอสักพักหนึ่งก็จะหายไป ด้วยความเคยชิน (หรืออาจมีปัญหาใหม่เข้ามาแทนจนลิมไป) 
๓.  ยังไม่เข้าใจหน้าที่ของตนเอง แรกก็ไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของภรรยาต้องทำอะไรบ้าง เรื่องอย่างนี้มันก็ต้องฝึกแล้วก็เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ อีกฝ่ายต้องให้โอกาสและแนะนำบอกกล่าวกันเพื่อให้การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายลงตัวและมีความสุข พึงพอใจกันทั้ง ๒ ฝ่าย
๔.  กลัวอนาคต ปัญหานี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นแต่ก็เป็นข้อกังวลได้เหมือนกัน เพราะการได้ตัดสินใจแต่งงานก็คิดแล้วคิดอีก แต่คำถามที่ได้บางครั้งอาจจะงง บ้าง เช่น ฉันแต่งงานจริง ๆ แล้วหรอเนี่ย เป็นต้น
         นอกจากนี้แล้วเรื่องกลุ้มอีกหลายประการที่ตามเป็นพรวนหลังแต่งงาน อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะทำให้การอยู่เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ พูนสุขก็ต้องมีธรรมะเข้ามาช่วยในการดำเนินชีวิต คู่ชีวิตใดไม่ได้นำธรรมะไม่ว่าจะศาสนาใดก็ย่อมนำความวิบัติมาสู่คู่ชีวิตคู่นั้น ๆ แต่หากยึดมั่นในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นำธรรมะมาปรับใช้ย่อมเป็นที่เชื่อได้แน่ว่า ชีวิตคู่ทีได้เลือกแล้วนั้นย่อมมีความสุข และประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่อย่างแน่นอน

ภาระที่ผู้หญิงเต็มใจ...สำหรับผู้หญิงที่เลือกแต่งงาน


          นับวันที่ผู้หญิงมีบทบาททางสังคมและเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าผู้ชายจะกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของสังคมกลับด้านกันกับผู้หญิงในสมัยก่อน เป็นอาจเพราะผู้หญิงมีการศึกษาที่สูงขึ้น ความสามารถที่เยอะขึ้น แกร่งขึ้น แต่นั่นคือในภาพรวม แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ อันเนื่องมาจากหลายเหตุผล และที่สำคัญบางหน่วยงานหรือบางสถานที่ยังไม่ให้โอกาสกับผู้หญิงด้วยก็ยังมีในสังคมไทย กลับมาดูภาระที่มากขึ้นกว่าแต่สมัยก่อนของผู้หญิง การงานในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต มาบางครอบครัวมีผู้หญิงเป็นเสาหลักของครอบครัว และยังมีงานในครอบครัวมากขึ้น ซึ่งการดูแลการงานในบ้านก็สำคัญหนักพอสมควร ถึงแม้จะมีอุปกรณ์หรือวิธีการที่ทำให้การงานภายในบ้านต้องทำได้ง่ายขึ้นแล้วก็ตาม มาลองแยกภาระหน้าที่ผู้หญิง (หมายถึงผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วนะครับ) ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน

๑. ภาระในการหารายได้ 
         ไม่ว่าจะหารายได้ด้วยวิธีการใดก็ตามที ทั้งงานส่วนตัว งานประจำ ก็ถือว่าใน ๑ วันก็ต้องทำ
๒. ภาระในการทำงานบ้าน
         แม้ว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์และวิธีการที่ทำให้งานบ้านง่ายขึ้น ทั้งเครื่องซักผ้า เตารีด (หรือจ้างซักรีดเลย) เครื่องล้างจาน เป็นต้น หากมีลูกด้วยแล้วดูเหมือนว่าภาระของความเป็นแม่จะมากขึ้นตามเป็นเงา การเลี้ยงลูกหนึ่งคนเป็นงานที่หนักมาก ไม่ใช่ว่าผมเคยมีลูกนะครับ แต่ผมเคยมีหลานแล้วผมได้เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ บางคืนแทบไม่ได้นอนเลยนะครับ กว่าจะโตและรับผิดชอบตัวเองได้ เป็นงานหนักมาก
๓. ภาระในการทำตัวเองให้น่าดูอยู่เสมอ
         นี่เป็นงานที่ไม่ทำไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงที่ต้องไปทำงานนอกบ้าน หากว่าสามีให้อยู่บ้านอย่างเดียวทำงานบ้านไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ผู้หญิงบางคนก็ไม่ชอบที่จะอยู่บ้านชอบทำงานนอกบ้านก็มี ทำให้การทำสวยไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากไปอาจทำให้สามีนอกใจได้อันนี้เป็นแค่ส่วนประกอบนะครับ
๔. ภาระที่ต้องดูแลสามีและญาติ ๆ ของสามี (รวมถึงเพื่อน  ๆ ของเค้าด้วยนะ)
         อะไรที่ต้องดูแลสามีบ้าง อันนี้หากใครยังไม่แต่งงานอาจนึกไม่ออก ว่าทำไมต้องดูแลด้วย ทำไมไม่ให้สามีทำเองแล้วต้องดูแลเราด้วยสิ อันนี้เป็นความเข้าใจผิดบางอย่าง สามีบางคนอาจจะดีทำทุกอย่างให้แล้วทำงานนอกบ้านแล้วยังกลับมาทำงานบ้านให้อีก (ลองนึกดูว่าเอาแต่งงานเอาภรรยามาทำอะไรกัน) การอยู่ด้วยกันก็ต้องมีการดูแลกันและกัน ดังนั้นภาระส่วนนี้แหละจะทำให้การใช้ชีวิตคู่ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง นอกจากต้องดูแลสามีแล้ว ต้องดูแลญาติ ๆ ของสามีด้วย ทำไมต้องดูแลด้วย ก็เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างญาติแล้วหากเข้ากับญาติของสามีไม่ได้อาจถูกหมางเมินไปได้ เรื่องแบบนี้ผู้หญิงก็ต้องดูแลให้ดี

     ภาระ ๔ ประการหลักเท่านั้นนะครับ จริง ๆ ต้องมีเยอะมาก สำหรับการรับภาระในแต่ละวันสำหรับผู้หญิงที่เลือกแต่งงานและมีครอบครัว สมัยนี้ผู้หญิงเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าผู้หญิงไม่ดี ไม่สวย เลยไม่มีผู้ชายมามอง แต่เป็นเพราะผู้หญิงมีการศึกษาสูง รับผิดชอบตัวเองได้ดี และวางแผนการใช้ชีวิตโสดว่าจะทำอะไรไปบ้าง ทำให้ผู้หญิงเลือกที่จะโสดมากขึ้น และภาระที่ต้องทำสำหรับชีวิตคู่ดูเหมือนจะลดหายไปเยอะเลยทีเดียว คนโสดถึงทำประโยชน์ให้สังคมได้เยอะขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีความสุข ในปั้นปลายมากขึ้นด้วยนะครับ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้ยุยงให้ผู้หญิงอยู่เป็นโสดนะครับ การจะอยู่เป็นโสดหรือใช้ชีวิตคู่เป็นเรื่องความพึงพอใจของแต่ละคนมากกว่าครับ