วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะสำหรับคู่บ่าวสาว

   การเลือกแต่งงานกับใครสักคน ในสมัยนี้ดูเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดนาน ด้วยเหตุผลที่ว่า "แต่งแล้วเข้ากันไม่ได้ก็เลิกกันแค่นั้นเอง"  คำว่าเข้ากันไม่ได้นั้นเพราะนิสัยส่วนตัวทั้งคู่ แต่การเลือกแต่งงานสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยสังคมที่ยังไม่เปิดรับคนที่ผ่านการแต่งงานมาสักเท่าใดนัก บทความนี้จึงนำธรรมะสำหรับการใช้ชีวิตคู่ คู่บ่าวสาวที่กำลังเริ่มมีชีวิตคู่ ได้นำไปปรับใช้ ซึ่งรับรองผลว่าหากทั้งคู่ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้วจะไม่วันเลิกกันเลย หลักธรรมะบทนี้เรียกว่า "ฆราวาสธรรม"  เป็นหลักธรรมสำหรับฆราวาส (หมายถึงคนที่ยังไม่ได้ออกบวช คนที่ยังทำมาหากิน) ซึ่งประกอบด้วย ๔ ข้อดังนี้
๑. สัจจะ
๒. ทมะ
๓. ขันติ
๔. จาคะ
    สำหรับธรรมข้อแรกคือ สัจจะ หมายถึง  ซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน หากรักษาข้อนี้ได้ปัญหาการทะเลาะเรื่องการโกหก การมีกิ๊ก การมีชู้ มีบ้านเล็กบ้านน้อยก็จะไม่มี คำว่าซื่อสัตย์ จริงใจต่อกันเป็นจุดใหญ่ของการใช้ชีวิตคู่ หากวันหนึ่งข้างหน้าพบว่าคู่ของตนไม่ได้ซื่อสัตย์ด้วยเลยย่อมทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีมาถึงแม้จะดีขนาดไหนย่อมมีความร้าวลงไป เป็นการสั่นคลอนของชีวิตคู่ได้เหมือนกัน ข้อที่ ๒ ทมะ หมายถึง การข่มใจตนเอง รู้จักปรับปรุงตัวเอง อีกในหนึ่งก็คือการปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน รู้จักถาม รู้จักคุยกับคู่ของตนว่าฉันทำอย่างนี้เธอชอบไหม หากเป็นเรื่องที่ไม่ดีก็ต้องปรับ ซึ่งจะทำให้ทั้งคู่มีแต่สิ่งที่ดีขึ้น แต่หากเป็นความดีอยู่แล้วไม่ต้องปรับให้แย่ลง คนที่ต้องปรับก็คือคนที่ไม่ชอบความดี อันนี้ต้องปรับ คำว่าข่มใจก็คือการยอมรับสภาพบางอย่างของคู่เราที่เราไม่ชอบใจ ต้องทำความเข้าใจแล้วปรับตัวเอง นั่นเอง ข้อที่ ๓ ขันติ หมายถึง ความอดทน อดกลั้น อดทนต่อสิ่งที่ไม่ชอบใจ อดทนต่อญาติของแต่ละฝ่าย อดทนที่จะปรับตัวเข้าหากัน คำว่าอดทนมีลักษณะ ๒ แง่คือ อดทนที่ทนรับทุกสภาพ (ตั้งรับ) ประดุจดั่งแผ่นดินที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไว้ โดยไม่ปริปากบ่น ไม่ว่าคู่ของตนจะอารมณ์ไหนก็ทนสภาพได้ ส่วนอีกแง่คือ อดทนที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ของการใช้ชีวิตคู่ ทั้งสิ่งภายนอกเหนือการควบคุม และภายในตนเอง ไม่ย่อท้อนั่นแหละครับ ส่วนข้อสุดท้าย จาคะ หมายถึง การเสียสละ การให้ การเอาออก หากคนที่เป็นคู่ชีวิตของตนไม่มีความเสียสละอะไรเลย เอาแต่ความสุขส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไม่มีการให้มีจะเอาอย่างเดียว คิดดูก็แล้วกันว่าจะลำบากขนาดไหน คนประเภทนั้นคงอยู่กันได้ไม่นานนัก การให้ การเสียสละ การให้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ ทั้งความสุข และแบ่งเบาภาระของกันและกัน เป็นต้น ทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นธรรมที่รวบยอดได้อย่างงดงาม หากปฏิบัติครบถ้วนทั้ง ๔ ข้อแล้ว (ทั้ง ๒ ฝ่าย) รับประกันว่าความสำเร็จในชีวิตคู่เป็นไปได้ และมีความสุขตามอัตภาพของมนุษย์เรานี่แหละครับ

เรื่องกลุ้ม ๆ หลังจากแต่งงาน

       หลังจากแต่งงานแล้วนึกว่าจะหมดเรื่องหมดราวของการกลุ้มเรื่องราวความรัก การแต่งงานเหมือนเป็นการสุกงอมของความรัก กลายเป็นความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนสถานะ (ไม่ใช่จากของแข็งเป็นของเหลวนะครับ) หมายถึงการปรับเปลี่ยนจากคนเป็นแฟนกลายเป็นสามี ภรรยา ภาระหน้าที่ต่อกันก็จะเปลี่ยนไป เรื่องกลุ้ม ๆ ของผู้หญิงหลังแต่งงานมีอะไรบ้าง สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้อย่างไรกัน หากข้อมูลทีได้มานี้ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ด้วยนะครับ เนื่องจากผมไม่ใช่ผู้หญิงแล้วก็ไม่เคยแต่งงานด้วยนะครับ ทำไมผมอาจหาญมาเขียนบทความนี้ เนื้องด้วยผมชอบสังเกตและเป็นศิราณีให้กับหลาย ๆ คนเกี่ยวกับเรื่องนี้ (เรื่องตัวเองแก้ไม่ค่อยได้เรื่องคนอื่นถนัดนัก) เรื่องกลุ้ม ๆ ที่ว่านี้มันมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความกลัว คิดมาก ฟุ้งซาน และการปรับตัวยังไม่ได้ ระหว่างการใช้ชีวิตคู่ (แต่พอสักพักเข้ากันได้ดีเชียวละครับ) มาดูกันเลยครับว่ามีเรื่องอะไรบ้างต้องเตรียมอะไรกันบ้าง
๑. กังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ด้วยปกติแล้วก่อนจะมีชีวิตคู่ (สมัยเป็นแฟนกัน) ในห้องก็จะมีเพียงตัวเอง แต่หลังแต่งงานสิ มีอีกคนเข้ามาเพิ่มในห้องนอน ในกิจกรรมต่าง ๆ แรก ๆ ก็ยังเขินอายและยังทำตัวไม่ถูกว่าต้องวางตัวอย่างไรในห้องเดียวกัน แต่สมัยนี้ปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นปัญหานัก อันเนื่องมากจากการทดลองใช้แล้ว มีการอยู่ก่อนแต่งนั้นเอง แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยก็อาจจะไม่ชินนัก การปรับตัวและคุยกันว่าจะอยู่กันอย่างไรเป็นทางออกที่ดี การจะอยู่ร่วมกันต้องมีการคุยกันให้เข้าใจแต่แรก ปัญหาก็จะไม่ได้ตามมา
๒. กลัวความไม่แน่นอน การแต่งงานเหมือนเป็นการผูกมัด เหมือนจะมัดแน่นซะด้วย หากมีปัญหาที่ร้ายแรงขึ้นมา การเลิกราเหมือนจะไม่ง่ายเหมือนสมัยที่ยังคุยกันเป็นแฟน เพราะการแต่งงานของคนในชึวิตหนึ่งก็คงไม่อยากให้มีหลายครั้งโดยเฉพาะกับผู้หญิง ความกลัวนี้จะเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ เท่านั้น พอสักพักหนึ่งก็จะหายไป ด้วยความเคยชิน (หรืออาจมีปัญหาใหม่เข้ามาแทนจนลิมไป) 
๓.  ยังไม่เข้าใจหน้าที่ของตนเอง แรกก็ไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของภรรยาต้องทำอะไรบ้าง เรื่องอย่างนี้มันก็ต้องฝึกแล้วก็เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ อีกฝ่ายต้องให้โอกาสและแนะนำบอกกล่าวกันเพื่อให้การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายลงตัวและมีความสุข พึงพอใจกันทั้ง ๒ ฝ่าย
๔.  กลัวอนาคต ปัญหานี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นแต่ก็เป็นข้อกังวลได้เหมือนกัน เพราะการได้ตัดสินใจแต่งงานก็คิดแล้วคิดอีก แต่คำถามที่ได้บางครั้งอาจจะงง บ้าง เช่น ฉันแต่งงานจริง ๆ แล้วหรอเนี่ย เป็นต้น
         นอกจากนี้แล้วเรื่องกลุ้มอีกหลายประการที่ตามเป็นพรวนหลังแต่งงาน อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะทำให้การอยู่เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ พูนสุขก็ต้องมีธรรมะเข้ามาช่วยในการดำเนินชีวิต คู่ชีวิตใดไม่ได้นำธรรมะไม่ว่าจะศาสนาใดก็ย่อมนำความวิบัติมาสู่คู่ชีวิตคู่นั้น ๆ แต่หากยึดมั่นในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นำธรรมะมาปรับใช้ย่อมเป็นที่เชื่อได้แน่ว่า ชีวิตคู่ทีได้เลือกแล้วนั้นย่อมมีความสุข และประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่อย่างแน่นอน

ภาระที่ผู้หญิงเต็มใจ...สำหรับผู้หญิงที่เลือกแต่งงาน


          นับวันที่ผู้หญิงมีบทบาททางสังคมและเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าผู้ชายจะกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของสังคมกลับด้านกันกับผู้หญิงในสมัยก่อน เป็นอาจเพราะผู้หญิงมีการศึกษาที่สูงขึ้น ความสามารถที่เยอะขึ้น แกร่งขึ้น แต่นั่นคือในภาพรวม แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ อันเนื่องมาจากหลายเหตุผล และที่สำคัญบางหน่วยงานหรือบางสถานที่ยังไม่ให้โอกาสกับผู้หญิงด้วยก็ยังมีในสังคมไทย กลับมาดูภาระที่มากขึ้นกว่าแต่สมัยก่อนของผู้หญิง การงานในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต มาบางครอบครัวมีผู้หญิงเป็นเสาหลักของครอบครัว และยังมีงานในครอบครัวมากขึ้น ซึ่งการดูแลการงานในบ้านก็สำคัญหนักพอสมควร ถึงแม้จะมีอุปกรณ์หรือวิธีการที่ทำให้การงานภายในบ้านต้องทำได้ง่ายขึ้นแล้วก็ตาม มาลองแยกภาระหน้าที่ผู้หญิง (หมายถึงผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วนะครับ) ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน

๑. ภาระในการหารายได้ 
         ไม่ว่าจะหารายได้ด้วยวิธีการใดก็ตามที ทั้งงานส่วนตัว งานประจำ ก็ถือว่าใน ๑ วันก็ต้องทำ
๒. ภาระในการทำงานบ้าน
         แม้ว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์และวิธีการที่ทำให้งานบ้านง่ายขึ้น ทั้งเครื่องซักผ้า เตารีด (หรือจ้างซักรีดเลย) เครื่องล้างจาน เป็นต้น หากมีลูกด้วยแล้วดูเหมือนว่าภาระของความเป็นแม่จะมากขึ้นตามเป็นเงา การเลี้ยงลูกหนึ่งคนเป็นงานที่หนักมาก ไม่ใช่ว่าผมเคยมีลูกนะครับ แต่ผมเคยมีหลานแล้วผมได้เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ บางคืนแทบไม่ได้นอนเลยนะครับ กว่าจะโตและรับผิดชอบตัวเองได้ เป็นงานหนักมาก
๓. ภาระในการทำตัวเองให้น่าดูอยู่เสมอ
         นี่เป็นงานที่ไม่ทำไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงที่ต้องไปทำงานนอกบ้าน หากว่าสามีให้อยู่บ้านอย่างเดียวทำงานบ้านไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ผู้หญิงบางคนก็ไม่ชอบที่จะอยู่บ้านชอบทำงานนอกบ้านก็มี ทำให้การทำสวยไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากไปอาจทำให้สามีนอกใจได้อันนี้เป็นแค่ส่วนประกอบนะครับ
๔. ภาระที่ต้องดูแลสามีและญาติ ๆ ของสามี (รวมถึงเพื่อน  ๆ ของเค้าด้วยนะ)
         อะไรที่ต้องดูแลสามีบ้าง อันนี้หากใครยังไม่แต่งงานอาจนึกไม่ออก ว่าทำไมต้องดูแลด้วย ทำไมไม่ให้สามีทำเองแล้วต้องดูแลเราด้วยสิ อันนี้เป็นความเข้าใจผิดบางอย่าง สามีบางคนอาจจะดีทำทุกอย่างให้แล้วทำงานนอกบ้านแล้วยังกลับมาทำงานบ้านให้อีก (ลองนึกดูว่าเอาแต่งงานเอาภรรยามาทำอะไรกัน) การอยู่ด้วยกันก็ต้องมีการดูแลกันและกัน ดังนั้นภาระส่วนนี้แหละจะทำให้การใช้ชีวิตคู่ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง นอกจากต้องดูแลสามีแล้ว ต้องดูแลญาติ ๆ ของสามีด้วย ทำไมต้องดูแลด้วย ก็เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างญาติแล้วหากเข้ากับญาติของสามีไม่ได้อาจถูกหมางเมินไปได้ เรื่องแบบนี้ผู้หญิงก็ต้องดูแลให้ดี

     ภาระ ๔ ประการหลักเท่านั้นนะครับ จริง ๆ ต้องมีเยอะมาก สำหรับการรับภาระในแต่ละวันสำหรับผู้หญิงที่เลือกแต่งงานและมีครอบครัว สมัยนี้ผู้หญิงเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าผู้หญิงไม่ดี ไม่สวย เลยไม่มีผู้ชายมามอง แต่เป็นเพราะผู้หญิงมีการศึกษาสูง รับผิดชอบตัวเองได้ดี และวางแผนการใช้ชีวิตโสดว่าจะทำอะไรไปบ้าง ทำให้ผู้หญิงเลือกที่จะโสดมากขึ้น และภาระที่ต้องทำสำหรับชีวิตคู่ดูเหมือนจะลดหายไปเยอะเลยทีเดียว คนโสดถึงทำประโยชน์ให้สังคมได้เยอะขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีความสุข ในปั้นปลายมากขึ้นด้วยนะครับ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้ยุยงให้ผู้หญิงอยู่เป็นโสดนะครับ การจะอยู่เป็นโสดหรือใช้ชีวิตคู่เป็นเรื่องความพึงพอใจของแต่ละคนมากกว่าครับ